| เส้นเลือดในตา ปริศนาภายใน |
|
|
|
| เขียนโดย Administrator |
| วันจันทร์ที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ เวลา ๐๐:๐๐ น. |
เส้นเลือดในตา ปริศนาภายใน
(1) โรคของเรตินาที่เกิดจากเบาหวาน โรค เบาหวานเป็นภัยคุกคามผู้คนทั่วโลก โดยเฉพาะคนไทยซึ่งมีลักษณะการบริโภคที่นิยมอาหารแบบตะวันตก ที่มีพวกเนื้อสัตว์และไขมันสูงมากขึ้น โรคเบาหวานไม่ใช่โรคติดต่อหรือติดเชื้อ แต่เป็นชื่อของกลุ่มอาการของโรคซึ่งร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลได้ตามปกติ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น การที่ร่างกายจะนำน้ำตาลกลูโคสไปใช้เป็นพลังงานได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยอินซูลินเป็นตัวพาน้ำตาลในเลือดเข้าไปในเนื้อเยื่อของอวัยวะ ต่างๆ หากขาดฮอร์โมนอินซูลินแล้วจะทำให้น้ำตาลไม่สามารถเข้าไปในเนื้อเยื่อได้ และทำให้มีน้ำตาลเหลืออยู่มากกว่าปกติ โรคแทรกซ้อนเรื้อรังจากโรคเบาหวานไม่ใช่โรคๆ เดียว แต่เป็นอาการของโรคร่วมกัน โรคนี้ถ้าเป็นนานๆ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของผนังด้านในหลอดเลือดแดงหนาขึ้น และเกิดอุดตันทำให้เกิดโรคหัวใจจากหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจอุดตัน ซึ่งพบ 3-4 เท่าของคนปกติ หรือหลอดเลือดสมองอุดตันเกิดอัมพาต เส้นเลือดในตาบริเวณเรตินาเสียหายเกิดพยาธิสภาพ จนทำให้ตาบอดได้ พบว่า คนเป็นเบาหวานมีโอกาสตาบอดมากกว่าคนปกติ 25 เท่า และเกิดโรคไตวายสูงกว่าคนปกติ 17 เท่า โรคของเรตินาที่เกิดจากเบาหวานเรียกว่า Diabetic Retinopathy (DR) ผล ของเบาหวานที่มีต่อตานั้น มีผลทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งทางตรงมีหลายอย่างที่พบบ่อยมากคือ การเปลี่ยนแปลงที่จอตา เนื่องจากจอตาเป็นอวัยวะที่มีเส้นเลือดมาเลี้ยงมาก เบา หวานจะมีผลทำให้เส้นเลือดฝอยขยายตัว โป่งพอง ผนังเริ่มเปราะ รั่ว ทำให้สิ่งของบางอย่างในเลือด หรือเลือดออกมาโดยตรงที่จอตา ระบบหมุนเวียนของเลือดไม่ดี อาการขาดออกซิเจนจึงเกิดมีการเสื่อมการตายของจอตาขึ้น ร่างกายจะมีการซ่อมแซมเกิดพังผืด ต่อไปพังผืดตัวนี้ หดตัวรั่วเอาจอตาหลุดลอกออกมา ทำงานไม่ได้ จึงเป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุดทำให้ตาบอด นอกจากนี้โรคเบาหวานยังมีผลต่อตาโดยตรงดังที่กล่าวมาแล้ว และยังมีผลอื่นๆ อีกเช่น ตากุ้งยิง ตาแฉะ สายตาไม่คงที่ ต้อกระจก ต้อหิน ประสาทตาอักเสบ ส่วนที่เป็นผลทางอ้อมนั้น เบาหวานจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบเส้นประสาทสมองก่อน โดยเฉพาะประสาทส่วนที่มาเลี้ยงกล้ามเนื้อบริเวณตา เมื่อประสาทสมองเสียไปจากโรคเบาหวานจะมีผลทำให้ หนังตาตก เห็นภาพซ้อน ตาเข ถ้าจักษุแพทย์ตรวจจอประสาทตาแล้วไม่พบเบาหวานขึ้นตา จะนัดตรวจทุก 1 ปี หรือ 6 เดือน ถ้ามีเบาหวานขึ้นตา ในระยะที่เหมาะสมกับการรักษาด้วยเลเซอร์ ก็จะมีการรักษาด้วยเลเซอร์ เพื่อไม่ให้จอประสาทตาบวมมากขึ้น เส้นเลือดที่งอกใหม่ในจอประสาทตาจะลดน้อยลง เมื่อได้รับการรักษาด้วยแสงเลเซอร์แล้ว หลังจากรักษาด้วยเลเซอร์ ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้ พักผ่อนนอนสัก 2 ชั่วโมง ไม่ควรออกกำลังมากในวันนั้น ตาข้างที่รักษาไม่จำเป็นต้องปิดตา ม่านตาที่หยอดยาขยายจะเล็กลงเป็นปกติภายใน 4 ชั่วโมง ถ้ามีอาการปวดตา ทานยาแก้ปวดได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะไม่มีอาการปวดหรือบวมหลังทำการรักษาด้วยเลเซอร์ ถ้ามีอาการปวด หรือบวมใช้น้ำเย็นประคบสัก 10 นาที ก็จะรู้สึกสบายขึ้น รับประทานอาหารตามปกติ เมื่อทำการรักษาด้วย เลเซอร์เสร็จแล้ว แพทย์จะนัดมาตรวจเป็นครั้งคราว การใช้แสงเลเซอร์รักษาอาจทำได้เพิ่มเติมเป็นครั้งคราว แล้วแต่อาการผิดปกติของเส้นเลือดในจอประสาทตาของผู้ป่วย การรักษาจอประสาทตาในผู้ป่วยเบาหวาน ถ้ามาในระยะที่เริ่มเป็น การรักษาจะได้ผลดี ถ้าหากเป็นมากแล้ว มีเส้นเลือดงอดมากมาย เลือดออกในน้ำวุ้นตา ตาลอก การรักษาก็ยาก สายตาอาจไม่ดีขึ้น อาจต้องทำการผ่าตัดน้ำวุ้นตา และใช้แสงเลเซอร์ขณะทำการผ่าตัด ผ่าตัดจอประสาทตาลอก อาการเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะทิ้งไว้นานไม่ได้รักษาแต่เริ่มเป็น ในอนาคตอันใกล้ การรักษาโรคของเรตินาที่เกิดจากเบาหวาน จะพัฒนาไปอีกมาก เรื่องจากความรู้เรื่องกลไกการเกิดโรคดีขึ้นมาก การ ใช้แสงเลเซอร์รักษาด้วยความเข้มต่ำ เรียกว่า Minimum-intensity Photocoagulation ถือว่าเป็นมาตราฐานในประเทศตะวันตก ช่วยป้องกันไม่ให้ตาบอดได้ การใช้แสงเลเซอร์ความเข้มต่ำช่วยป้องกันไม่ให้เนื่อเยื่อรอบๆเกิดความเสีย หายได้มากขึ้น และสามารถใช้พลังแสงเลเวอร์อาร์กอนแทนได้ บางรายงานพบว่า เป็นวิธีที่ทำให้ผลสำเร็จของการรักษาดีขึ้น นอกจากนี้การตรวจวัดระดับของน้ำตาลกลูโคสภายในลูกตา ปัจจุบันสามารถทำได้โดยใช้อุปกรณ์ฝังไปกับเลนส์เทียมที่ทำการผ่าตัดต้อกระจก ส่วนของวงจรอิเลคทรอนิกส์ขนาดเล็กที่ฝังไว้ในเลนส์ ทำให้ผู้ป่วยสามารถสแกนเพื่อตรวจระดับน้ำตาลได้เป็นอย่างดี ทำให้การควบคุมเบาหวานดีขึ้นมาก ยา ใหม่ๆ ที่ออกฤทธิ์ระดับโมเลกุล ได้แก่ Ruboxistaurin Mesylate ซึ่งออกฤทธิ์โดยต้านสารจำเพาะชนิดหนึ่ง ช่วยให้เลือดหมุนเวียนไปเลี้ยงส่วนของเรตินาได้ดีขึ้น ขนาดที่ใช้คือ รับประทานวัน ละ 32 มิลลิกรัม ยาอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความสนใจมากในขณะนี้ชื่อ Pegaptanib เป็นยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของโปรตีนก่อโรคหลายชนิด ในสัตว์ทดลองพบว่าป้องกันโรคของเรตินาจากเบาหวานได้ ขณะนี้ได้รับการอนุมัติจากสำนักงานอาหารและยาสหรัฐให้ใช้รักษาโรคตาบางชนิด แล้ว (2) โรคของเรตินาที่เกิดจากความดันโลหิตสูง อาการแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูง มักจะเกิดความผิดปกติของอวัยวะที่สำคัญ เช่น หัวใจ สมอง ไต ประสาทตา เป็นต้น เนื่องจากความดันโลหิตสูงจะทำให้หลอดเลือดแดงแทบทุกส่วนของร่างกายเสื่อม เกิดภาวะผนังหลอดเลือดแดงแข็งเกร็ง หลอดเลือดตีบตับ เลือดไปเลี้ยงอวัยวะไม่ได้ ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญประการหนึ่ง คือภาวะเสื่อมของหลอดเลือดแดงภายในลูกตาอย่างช้าๆ ในระยะแรกหลอดเลือดจะตีบตัน ต่อมาอาจแตกมีเลือดออกที่เรตินา ทำให้ประสาทตาเสื่อม ตามัวลงเรื่อยๆ จนตาบอดได้ ซึ่งสามารถให้เครื่องส่องตรวจตา (ophthalmoscope) ตรวจดูความผิดปกติภายในลูกตา ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ จะเกิดขึ้นรุนแรงหรือรวดเร็วเพียงใดขึ้นกับความรุนแรงและระยะของโรค ถ้าความดันมีขนาดสูงมากๆ อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้รวดเร็วและผู้ป่วยอาจตายได้ภายในเวลาไม่กี่ปี ถ้ารุนแรงมากอาจตายใน 6-8 เดือน ส่วนในรายที่เป็นเพียงเล็กน้อย อาจกินเวลา 10-20 ปีกว่าจะเกิดภาวะแทรกซ้อน |
| LAST_UPDATED2 |