Login Form



Follow us on Twitter
Your ad here Your ad here แว่นตาและนาฬิกา Your ad here Your ad here Your ad here Your ad here Your ad here Your ad here Your ad here
เส้นเลือดในตา ปริศนาภายใน PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันจันทร์ที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ เวลา ๐๐:๐๐ น.

เส้นเลือดในตา ปริศนาภายใน


เส้นเลือดในตา ปริศนาภายใน ดวงตาของมนุษย์จัดว่ามีวิวัฒนาการในการมองเห็นได้สูงสุด ได้มากกว่าและดีกว่าสัตว์ทุกประเภท ลักษณะคล้ายลูกบอลลูกเล็กๆ สามในสี่ส่วนซ่อนอยู่ในเบ้าตา มีหนังตาคลุมไว้ มีขนตา และขนคิ้ว ช่วยเป็นกำแพงป้องกันฝุ่นละออง สิ่งแปลกปลอมและอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ส่วนที่เปิดให้เห็น อยู่นอกเบ้าตาเป็นลักษณะโค้ง นูน ใส ประกอบด้วย ม่านตา มีเม็ดสีบรรจุอยู่ ทำให้สีตาของแต่ละคนแตกต่างกัน บางคนสีฟ้า บางคนสีน้ำตาล บางคนสีดำ ขึ้นอยู่กับ เชื้อชาติ และพันธุกรรม ม่านตาสามารถเล็กลงและขยายใหญ่ได้ โดยมีแสงเป็นตัวกระตุ้น แสงจะผ่านเข้าทางรูม่านตาไปยัง เลนส์ตา หรือ แก้วตา ลักษณะของเลนส์ตาเป็นเลนส์นูน ทำหน้าที่คล้ายกับเลนส์กล้องถ่ายรูป สามารถปรับเลนส์นูน ให้แบนลง เพื่อรวมแสงหรือกระจายแสง ผ่านของเหลวในลูกตาไปปรากฏบนจอรับภาพด้านหลังของลูกตา จอรับภาพนี้เรียกว่า "เรตินา" ทำหน้าที่เหมือนฟิล์มกล้องถ่ายรูป บันทึกภาพที่มองเห็นไว้โดยมีเส้นประสาทตา ซึ่งต่อโยงกับสมองที่เกี่ยวกับความจำส่งสัญญาณไปยังสมอง และแปรสัญญาณออกมาเป็นรูปภาพ

(1) โรคของเรตินาที่เกิดจากเบาหวาน

โรค เบาหวานเป็นภัยคุกคามผู้คนทั่วโลก โดยเฉพาะคนไทยซึ่งมีลักษณะการบริโภคที่นิยมอาหารแบบตะวันตก ที่มีพวกเนื้อสัตว์และไขมันสูงมากขึ้น โรคเบาหวานไม่ใช่โรคติดต่อหรือติดเชื้อ แต่เป็นชื่อของกลุ่มอาการของโรคซึ่งร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลได้ตามปกติ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น การที่ร่างกายจะนำน้ำตาลกลูโคสไปใช้เป็นพลังงานได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยอินซูลินเป็นตัวพาน้ำตาลในเลือดเข้าไปในเนื้อเยื่อของอวัยวะ ต่างๆ หากขาดฮอร์โมนอินซูลินแล้วจะทำให้น้ำตาลไม่สามารถเข้าไปในเนื้อเยื่อได้ และทำให้มีน้ำตาลเหลืออยู่มากกว่าปกติ

โรคแทรกซ้อนเรื้อรังจากโรคเบาหวานไม่ใช่โรคๆ เดียว แต่เป็นอาการของโรคร่วมกัน โรคนี้ถ้าเป็นนานๆ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของผนังด้านในหลอดเลือดแดงหนาขึ้น และเกิดอุดตันทำให้เกิดโรคหัวใจจากหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจอุดตัน ซึ่งพบ 3-4 เท่าของคนปกติ หรือหลอดเลือดสมองอุดตันเกิดอัมพาต เส้นเลือดในตาบริเวณเรตินาเสียหายเกิดพยาธิสภาพ จนทำให้ตาบอดได้ พบว่า คนเป็นเบาหวานมีโอกาสตาบอดมากกว่าคนปกติ 25 เท่า และเกิดโรคไตวายสูงกว่าคนปกติ 17 เท่า โรคของเรตินาที่เกิดจากเบาหวานเรียกว่า Diabetic Retinopathy (DR)

ผล ของเบาหวานที่มีต่อตานั้น มีผลทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งทางตรงมีหลายอย่างที่พบบ่อยมากคือ การเปลี่ยนแปลงที่จอตา เนื่องจากจอตาเป็นอวัยวะที่มีเส้นเลือดมาเลี้ยงมาก เบา หวานจะมีผลทำให้เส้นเลือดฝอยขยายตัว โป่งพอง ผนังเริ่มเปราะ รั่ว ทำให้สิ่งของบางอย่างในเลือด หรือเลือดออกมาโดยตรงที่จอตา ระบบหมุนเวียนของเลือดไม่ดี อาการขาดออกซิเจนจึงเกิดมีการเสื่อมการตายของจอตาขึ้น ร่างกายจะมีการซ่อมแซมเกิดพังผืด ต่อไปพังผืดตัวนี้ หดตัวรั่วเอาจอตาหลุดลอกออกมา ทำงานไม่ได้ จึงเป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุดทำให้ตาบอด นอกจากนี้โรคเบาหวานยังมีผลต่อตาโดยตรงดังที่กล่าวมาแล้ว และยังมีผลอื่นๆ อีกเช่น ตากุ้งยิง ตาแฉะ สายตาไม่คงที่ ต้อกระจก ต้อหิน ประสาทตาอักเสบ ส่วนที่เป็นผลทางอ้อมนั้น เบาหวานจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบเส้นประสาทสมองก่อน โดยเฉพาะประสาทส่วนที่มาเลี้ยงกล้ามเนื้อบริเวณตา เมื่อประสาทสมองเสียไปจากโรคเบาหวานจะมีผลทำให้ หนังตาตก เห็นภาพซ้อน ตาเข

ถ้าจักษุแพทย์ตรวจจอประสาทตาแล้วไม่พบเบาหวานขึ้นตา จะนัดตรวจทุก 1 ปี หรือ 6 เดือน ถ้ามีเบาหวานขึ้นตา ในระยะที่เหมาะสมกับการรักษาด้วยเลเซอร์ ก็จะมีการรักษาด้วยเลเซอร์ เพื่อไม่ให้จอประสาทตาบวมมากขึ้น เส้นเลือดที่งอกใหม่ในจอประสาทตาจะลดน้อยลง เมื่อได้รับการรักษาด้วยแสงเลเซอร์แล้ว หลังจากรักษาด้วยเลเซอร์ ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้ พักผ่อนนอนสัก 2 ชั่วโมง ไม่ควรออกกำลังมากในวันนั้น ตาข้างที่รักษาไม่จำเป็นต้องปิดตา ม่านตาที่หยอดยาขยายจะเล็กลงเป็นปกติภายใน 4 ชั่วโมง ถ้ามีอาการปวดตา ทานยาแก้ปวดได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะไม่มีอาการปวดหรือบวมหลังทำการรักษาด้วยเลเซอร์ ถ้ามีอาการปวด หรือบวมใช้น้ำเย็นประคบสัก 10 นาที ก็จะรู้สึกสบายขึ้น รับประทานอาหารตามปกติ

เมื่อทำการรักษาด้วย เลเซอร์เสร็จแล้ว แพทย์จะนัดมาตรวจเป็นครั้งคราว การใช้แสงเลเซอร์รักษาอาจทำได้เพิ่มเติมเป็นครั้งคราว แล้วแต่อาการผิดปกติของเส้นเลือดในจอประสาทตาของผู้ป่วย การรักษาจอประสาทตาในผู้ป่วยเบาหวาน ถ้ามาในระยะที่เริ่มเป็น การรักษาจะได้ผลดี ถ้าหากเป็นมากแล้ว มีเส้นเลือดงอดมากมาย เลือดออกในน้ำวุ้นตา ตาลอก การรักษาก็ยาก สายตาอาจไม่ดีขึ้น อาจต้องทำการผ่าตัดน้ำวุ้นตา และใช้แสงเลเซอร์ขณะทำการผ่าตัด ผ่าตัดจอประสาทตาลอก อาการเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะทิ้งไว้นานไม่ได้รักษาแต่เริ่มเป็น

ในอนาคตอันใกล้ การรักษาโรคของเรตินาที่เกิดจากเบาหวาน จะพัฒนาไปอีกมาก เรื่องจากความรู้เรื่องกลไกการเกิดโรคดีขึ้นมาก การ ใช้แสงเลเซอร์รักษาด้วยความเข้มต่ำ เรียกว่า Minimum-intensity Photocoagulation ถือว่าเป็นมาตราฐานในประเทศตะวันตก ช่วยป้องกันไม่ให้ตาบอดได้ การใช้แสงเลเซอร์ความเข้มต่ำช่วยป้องกันไม่ให้เนื่อเยื่อรอบๆเกิดความเสีย หายได้มากขึ้น และสามารถใช้พลังแสงเลเวอร์อาร์กอนแทนได้ บางรายงานพบว่า เป็นวิธีที่ทำให้ผลสำเร็จของการรักษาดีขึ้น นอกจากนี้การตรวจวัดระดับของน้ำตาลกลูโคสภายในลูกตา ปัจจุบันสามารถทำได้โดยใช้อุปกรณ์ฝังไปกับเลนส์เทียมที่ทำการผ่าตัดต้อกระจก ส่วนของวงจรอิเลคทรอนิกส์ขนาดเล็กที่ฝังไว้ในเลนส์ ทำให้ผู้ป่วยสามารถสแกนเพื่อตรวจระดับน้ำตาลได้เป็นอย่างดี ทำให้การควบคุมเบาหวานดีขึ้นมาก

ยา ใหม่ๆ ที่ออกฤทธิ์ระดับโมเลกุล ได้แก่ Ruboxistaurin Mesylate ซึ่งออกฤทธิ์โดยต้านสารจำเพาะชนิดหนึ่ง ช่วยให้เลือดหมุนเวียนไปเลี้ยงส่วนของเรตินาได้ดีขึ้น ขนาดที่ใช้คือ รับประทานวัน ละ 32 มิลลิกรัม ยาอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความสนใจมากในขณะนี้ชื่อ Pegaptanib เป็นยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของโปรตีนก่อโรคหลายชนิด ในสัตว์ทดลองพบว่าป้องกันโรคของเรตินาจากเบาหวานได้ ขณะนี้ได้รับการอนุมัติจากสำนักงานอาหารและยาสหรัฐให้ใช้รักษาโรคตาบางชนิด แล้วเส้นเลือดในตา

(2) โรคของเรตินาที่เกิดจากความดันโลหิตสูง

อาการแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูง มักจะเกิดความผิดปกติของอวัยวะที่สำคัญ เช่น หัวใจ สมอง ไต ประสาทตา เป็นต้น เนื่องจากความดันโลหิตสูงจะทำให้หลอดเลือดแดงแทบทุกส่วนของร่างกายเสื่อม เกิดภาวะผนังหลอดเลือดแดงแข็งเกร็ง หลอดเลือดตีบตับ เลือดไปเลี้ยงอวัยวะไม่ได้

ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญประการหนึ่ง คือภาวะเสื่อมของหลอดเลือดแดงภายในลูกตาอย่างช้าๆ ในระยะแรกหลอดเลือดจะตีบตัน ต่อมาอาจแตกมีเลือดออกที่เรตินา ทำให้ประสาทตาเสื่อม ตามัวลงเรื่อยๆ จนตาบอดได้ ซึ่งสามารถให้เครื่องส่องตรวจตา (ophthalmoscope) ตรวจดูความผิดปกติภายในลูกตา

ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ จะเกิดขึ้นรุนแรงหรือรวดเร็วเพียงใดขึ้นกับความรุนแรงและระยะของโรค ถ้าความดันมีขนาดสูงมากๆ อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้รวดเร็วและผู้ป่วยอาจตายได้ภายในเวลาไม่กี่ปี ถ้ารุนแรงมากอาจตายใน 6-8 เดือน ส่วนในรายที่เป็นเพียงเล็กน้อย อาจกินเวลา 10-20 ปีกว่าจะเกิดภาวะแทรกซ้อน

LAST_UPDATED2
 

แสดงความคิดเห็น...

Security code
กดดูใหม่ (กรอกตัวอักษรที่ปรากฏ)

โรคเกี่ยวกับดวงตา

รูปร่างใบหน้า

คอนแทคเลนส์

การดูแลสุขภาพดวงตา