This is some default tab content, embedded directly inside this space and not via Ajax. It can be shown when no tabs are automatically selected, or associated with a certain tab, in this case, the first tab.
| ม่านตาอักเสบ |
|
|
|
| ความรู้เกี่ยวกับดวงตา - โรคเกี่ยวกับดวงตา | |||
| เขียนโดย Administrator | |||
ม่านตาอักเสบ
ในประเทศสหรัฐอเมริกา พบ ว่ามีผู้ป่วยโรคม่านตาอักเสบปีละ 350,000 คน และเป็นสาเหตุที่ทำให้ตาบอดมากถึงร้อยละ 10 ของทั้งหมด จากการศึกษาทางระบาดวิทยาพบว่าแนวโน้มของโรคนี้เพิ่มมากขึ้นอย่างน้อยสาม เท่า สาเหตุ
กระบวนการของการอักเสบอาจจะเกิดได้หลายสาเหตุ เช่น การติดเชื้อ เนื้อร้ายหรือมะเร็ง การที่ได้รับสารพิษ และโรคที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน เป็นต้น ในบางรายโรคนี้เกิดขึ้นได้โดยไม่ทราบสาเหตุ
อาการ การเกิดโรคกับม่านตาเช่นเกิดการอักเสบ จะทำให้เกิดอาการปวดตา เนื่องจากเกิดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อม่านตา ผู้ป่วยมีอาการตาแดงและสู้แสงแดดไม่ค่อยได้ บางรายอาจมีอาการปวดหัวร่วมด้วย อาจสังเกตเห็น การวินิจฉัย
หากไม่ได้รับการรักษา ม่าน ตาที่อักเสบจะเริ่มยึดติดกับส่วนหน้าของเลนส์ตา ทำให้ของเหลวในตาไม่สามารถไหลเวียนผ่านทางรูม่านตาได้ ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างถาวร ความดันในลูกตาเพิ่มสูงขึ้นเกิดเป็นต้อหิน การรักษา การรักษาม่านตาอักเสบโดยทั่วไปจะ ใช้ยาหยอดตาจำพวกสเตอรอยด์และยาขยายม่านตา เพื่อลดการอักเสบของตาลง ลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อม่านตาทำให้ปวดตาน้อยลง ตาแดงน้อยลงและป้องกันการยึดติดระหว่างม่านตาและแก้วตา ซึ่งมีผลทำให้เกิดต้อหินหรือต้อกระจกตามมาได้ ยาจำพวกสเตอรอยด์มีทั้งที่เป็นยาหยอดตา ยา ฉีดและยากิน โดยทั่วไปจะเริ่มโดยการใช้ยาหยอดตาร่วมกับยาขยายม่านตา ซึ่งควรจะเริ่มเร็วที่สุดตั้งแต่เริ่มพบอาการ ระยะแรกการหยอดตาอาจต้องหยอดบ่อยมากเช่นทุกหนึ่งชั่วโมง เพื่อให้ได้ผลเร็วและช่วยป้องกันการกลับเป็นซ้ำ หลังจากนั้นจะค่อยๆ ลดยาลงจนสามารถหยุดยาได้ ยาหยอดตาจำพวกสเตอรอยด์จะลดปฏิกิริยาการอักเสบได้อย่างรวดเร็ว แต่ต้องระวังในกรณีที่สาเหตุเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส
ส่วนยารับประทานนั้นมัก จะใช้ในกรณีที่การหยอดตาและการฉีดไม่ได้ผล หลังจากการควบคุมการอักเสบได้แล้วจึงค่อยๆ ลดปริมาณยาลงอย่างช้าๆ ไม่ควรหยุดยาทันทีทันใด เพราะอาจทำให้โรคกำเริบขึ้นได้อีก นอกจากยากลุ่มสเตอรอยด์แล้ว อาจ ใช้ยากลุ่มที่กดระบบภูมิคุ้มกันในการรักษาโรคก็ได้ ในกรณีที่ยาพวกสเตอรอยด์ไม่ได้ผล แต่อาจมีผลข้างเคียงต่อระบบเลือด ตับ ไต และระบบน้ำเหลืองได้จึงต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง เมื่อเดือนเมษายน 2005 สำนัก งานอาหารและยาสหรัฐอนุมัติจดทะเบียนยาใหม่ใช้สำหรับรักษาโรคม่านตาอักเสบ ชนิด chronic non-infectious posterior uveitis ชื่อ Retisert ของบริษัท Bausch & Lomb โดยเป็นยาชนิดแรกที่ฝังไว้ในส่วนหลังของลูกตา จะปล่อยสารออกฤทธิ์ ฟลูโอซิโนโลนอะเซ็ตโนไนด์ ออกมาในปริมาณคงที่เป็นเวลานานถึงสองปีครึ่ง ผลการศึกษาวิจัยพบว่าช่วยลดอุบัติการเกิดซ้ำของโรคม่านตาอักเสบ จากร้อยละ 50 ลงมาเหลือร้อยละ 10
|