| โรคมะเร็งจอประสาทตา |
|
|
|
| เขียนโดย Administrator |
| วันจันทร์ที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ เวลา ๐๐:๐๐ น. |
โรคมะเร็งจอประสาทตา (Retinoblastoma)
ปัจจัยทางพันธุกรรม ร้อยละ 40 ของผู้ป่วยโรคมะเร็งจอประสาทตา เกิด จากปัจจัยทางพันธุกรรม โรคมะเร็งจอประสาทตามักเป็นกับเด็กเล็ก อายุน้อยละ 2 ปี อาจเป็นข้างเดียว หรือสองข้างก็ได้ กรณีที่เป็นโรคมะเร็งจอประสาทตาข้างเดียว มักไม่ได้เกิดจากพันธุกรรม และเป็นกับเด็กโต ส่วนกรณีที่เป็นทั้งสองข้าง ทั้งหมดเกิดจากพันธุกรรม เด็กที่เป็นโรคมะเร็งจอประสาทตา มักจะเกิดโรคมะเร็งชนิดที่สองเกิดขึ้นในภายหลัง ความเสี่ยงสูงขึ้นในกรณีโรคมะเร็งจอประสาทตาเกิดจากพันธุกรรม และเด็กที่ได้รับการรักษาด้วยการฉายแสง หรือได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ดังนั้นจึงควรพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คตลอดชีวิต สำหรับโรคมะเร็งจอประสาทตาที่เป็นโรคข้างเดียว ต่อมาอาจเกิดขึ้นใหม่อีกข้างหนึ่งได้ จำเป็นต้องติดตามอาการอยู่เป็นระยะๆ ภายหลังการรักษา โรคมะเร็งจอประสาทตาเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม ถ้า มีลูกคนแรกเป็นและมีประวัติเป็นมะเร็งชนิดนี้ในครอบครัว ลูกคนต่อไปจะมีโอกาสเป็นมะเร็งจอประสาทตาได้ประมาณร้อยละ 45 แต่ถ้าไม่มีประวัติมะเร็งชนิดนี้ในครอบครัวหรือไม่มีความผิดปกติทางพันธุ กรรม แต่มีลูกคนแรกเป็นโรคนี้ ลูกคนถัดไปจะมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งจอประสาทตาได้ร้อยละ 4 อาการและสิ่งตรวจพบ อาการที่สำคัญและพบได้บ่อยที่สุดของผู้ป่วยโรคมะเร็งจอประสาทตา คือ มองเห็นจุดขาวในตาดำ หรือมองเห็นตาวาวๆ ในตอนหัวค่ำ หรืออาจสงัเกตเห็นได้จากจากภาพถ่าย หากผู้ปกครองสังเกตเห็นลูกมีตาสีออกวาวๆ คล้ายตาแมว ควรรีบพาไปพบจักษุแพทย์ทันที เพื่อทำการตรวจให้ละเอียดต่อไป ลักษณะที่ผิดปกติของรูม่านตาดังกล่าวที่พบในโรคมะเร็งจอประสาทตา เรียกว่า leukocoria
อาการอื่นๆ ชองโรคมะเร็งจอประสาทตาที่อาจพบ ได้แก่
การวินิจฉัยโรค ทารกแรกเกิดที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคมะเร็งจอประสาทตา ควร ได้รับการตรวจตาอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์ทุกราย ส่วนใหญ่ผู้ปกครองจะสังเกตเห็นความผิดปกติที่รูม่านตา และพาลูกมารับการตรวจเพิ่มเติมที่โรงพยาบาล ซึ่งจักษุแพทย์จะทำการตรวจอย่างละเอียด หลังจากขยายรูม่านตาแล้ว การตรวจจอประสาทตาด้วยการส่องกล้อง ซึ่งเครื่องมือดังกล่าวเรียกว่า indirect ophthalmoscope จะสามารถเห็นก้อนเนื้องอกได้อย่างชัดเจน ซึ่งการใช้ indirect ophthalmoscope จะสามารถตรวจได้ละเอียดและชัดเจนกว่ากล้องชนิดธรรมดา hand-held direct ophthalmoscope เนื่องจากกำลังขยายมากกว่า มองเห็นภาพของจอประสาทตาได้ชัดเจนกว่า จากนั้นแพทย์จะทำการบันทึกภาพถ่ายไว้เพื่อประกอบการวินิจฉัยโรคมะเร็งจอ ประสาทตา ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวน์ การตรวจด้วยเครื่องเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ และการตรวจด้วยเครื่องตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า จะช่วยในการวินิจฉัยโรค และช่วยให้เห็นว่าโรคมีการกระจายไปยังตำแหน่งอื่น ๆ อีกด้วยหรือไม่ เป็นการประเมินความรุนแรงของโรคที่ดีที่สุด การวินิจฉัยโรคมะเร็งจอประสาทตาในระยะแรกเริ่มของโรค และการวางแผนรักษาในทันที จะ ช่วยให้สามารถรักษาประสาทการมองเห็นไว้ได้ ทำให้เด็กไม่ตาบอด และช่วยให้ผลการรักษาดีขึ้นมาก ปัจจัยสำคัญคือ โรคลุกลามไปมากน้อยเพียงใด ในประเทศสหรัฐอเมริกา ถือว่าโรคมะเร็งชนิดนี้ในเด็กเป็นโรคที่รักษาให้หายขาดได้ อัตราการอยู่รอด 5 ปี ของผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคมะเร็งจอประสาทตาเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 90 ในทางตรงกันข้าม หากทิ้งไว้และไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม จะทำให้เด็กเสียชีวิต และโอกาสที่จะเกิดโรคมะเร็งชนิดอื่น ๆ ตามมาภายหลังสูงมาก เด็กที่เป็นมะเร็งจอประสาทตาและมีชีวิตเติบโตจนเป็นผู้ใหญ่ มีโอกาสเป็นมะเร็งชนิดอื่นได้ด้วย เช่น มะเร็งที่กระดูก มะเร็งที่ผิวหนัง หรือมะเร็งที่เนื้อเยื่อต่างๆ โดยมีความเสี่ยงประมาณร้อยละ 40 ภายใน 40 ปี แนวทางการรักษา
ถ้าเนื้องอกมีขนาดใหญ่ เนื้องอกเป็นข้างใดข้างหนึ่ง และไม่สามารถรักษาสภาพการมองเห็นได้แล้ว หลัก การรักษาคือ การผ่าตัดเอาลูกตาออก เรียกว่า enucleation ถือเป็นการผ่าตัดที่ไม่ยาก และแพทย์สามารถใส่ลูกตาปลอมให้เด็กได้ภายใน 3-6 สัปดาห์หลังผ่าตัด ซึ่งการรักษาโดยวิธีนี้จะทรมานจิตใจทั้งผู้ปกครองและแพทย์ผู้รักษามากจนบาง ครั้งผู้ปกครองบางคนปฏิเสธการรักษา และเปลี่ยนไปรักษาด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ หรือนำเด็กกลับไปอยู่บ้านเฉย ๆ และกลับมาพบแพทย์อีกทีเมื่อมะเร็งแพร่กระจายไปมาก จนอาจเสียชีวิตได้ ดังนั้นถ้ามะเร็งเป็นมากจนมีข้อบ่งชี้ว่าต้องผ่าตัดควักดวงตาออก ก็ควรจะควักออก เพื่อที่จะรักษาชีวิตของเด็กเอาไว้ ส่วนเรื่องที่ไม่มีดวงตานั้น แพทย์สามารถใส่ตาปลอมที่เป็นพลาสติกแทนได้ ทำให้เด็กไม่มีปัญหาเรื่องความสวยงาม ที่สำคัญอย่าพาเด็กไปอยู่บ้านเฉยๆ เพราะเด็กจะเป็นมากจนเสียชีวิตได้ แทนที่จะเสียดวงตาเท่านั้น การฉายแสงรังสีรักษาจะเป็นวิธีที่ได้ผลดีมากในผู้ป่วยบางราย โดย ทั่วไปถือว่าโรคมะเร็งจอประสาทตาเป็นมะเร็งชนิดหนึ่งที่ตอบสนองต่อการรักษา โดยการฉายแสง อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของการรักษาโดยการฉายแสงที่สำคัญ คืออาจทำลายเนื้อเยื่อใกล้เคียง ก่อให้เกิดเป็นต้อกระจกในภายหลังได้ และอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อจอรับภาพภายในลูกตาได้เช่นกัน นอกจากนี้ การฉายแสงจะมีผลต่อการเจริญของเนื้อเยื่อกระดูกที่อยู่ใกล้ ๆ ลูกตา อาจทำให้เกิดมะเร็งของเนื้อเยื่ออื่น ๆ ขี้นมาใหม่ได้ การฉายแสงทำได้สองวิธี วิธีแรกเรียกว่า external beam radiation หมายถึง การฉายแสงจากแหล่งกำเนิดภายนอกร่างกาย วิธีที่สอง เรียกว่า brachytherapy หมายถึงการฝังสารกัมมันตรังสีไว้ที่ตำแหน่งก้อนมะเร็งหรือบริเวณใกล้เคียง สำหรับการรักษาโดยการยิงเลเซอร์ หรือที่เรียกว่า Photocoagulation เป็น การรักษาโดยใช้ลำแสงเลเซอร์ เพื่อทำลายเนื้อเยื่อมะเร็ง ส่วนการรักษาด้วยวิธีการจี้ความเย็น เรียกว่า Cryotherapy เป็นการรักษาโดยใช้ความเย็นทำลายเซลล์มะเร็ง การรักษาด้วยวิธีการจี้ความเย็นใช้ได้กับเนื้องอกที่มีขนาดเล็กเท่านั้น และเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ควรจี้หลายๆ ครั้ง ที่สำคัญคือไม่ควรเลือกใช้วิธีนี้ หากตรวจพบมะเร็งจำนวนหลายก้อน การรักษาด้วยยาเคมีบำบัด อาจพิจารณาใช้ยาชนิดเดียว หรือให้ยาหลายชนิดร่วมกันส่วน ใหญ่เป็นยาฉีดเข้าเส้นเลือด โดยทั่วไปโรคมะเร็งจอประสาทตาจะไม่ค่อยตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด แต่ในบางรายจะได้ผลดี เมื่อใช้ร่วมกับการรักษาวิธีอื่น ๆ ยกตัวอย่างเช่น ใช้ยาเคมีบำบัดเพื่อทำให้ก้อนเนื้องอกมีขนาดเล็กลง แล้วตามด้วยการยองเลเซอร์ หรือจี้ความเย็น หรือฝังสารกัมมันตรังสีไว้ที่ก้อนเนื้องอก จะช่วยทำให้การรักษาประสบผลสำเร็จมากขึ้น ในกรณีที่มะเร็งกระจายออกไปนอกลูกตา อาจพิจารณาใช้ยาเคมีบำบัดร่วมในการวางแผนการรักษาด้วย |
| LAST_UPDATED2 |
ความคิดเห็น...
แจกฟรี ครับ E BOOK คู่มือ มะเร็ง ติดตั้งได้ ใครอยากได้มาเอา เลย
http://www.uploadfile.biz/file/?i=EDEXMEIEMXMVWX แก้ไข
http://upload.bkk.in.th/view.aspx?ItemID=e2d4414f-1d28-df11-8fe0-00215e4daf9c แก้ไข
RSS feed for comments to this post.